Home LifeStyleทลายพรมแดนศิลปะผ่านนิทรรศการ “Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ”เปิดคลังมาสเตอร์พีซหาชมยากกว่าร้อยชิ้น จากสองคอลเลกชันส่วนตัวสู่สาธารณชนครั้งแรก

ทลายพรมแดนศิลปะผ่านนิทรรศการ “Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ”เปิดคลังมาสเตอร์พีซหาชมยากกว่าร้อยชิ้น จากสองคอลเลกชันส่วนตัวสู่สาธารณชนครั้งแรก

โอกาสสำคัญที่คนรักศิลปะไม่ควรพลาด เมื่อสองนักสะสมแถวหน้า “อุเทน พัฒนานิผล” และ “พิริยะ วัชจิตพันธ์” เปิดคอลเลกชันส่วนตัวอันทรงคุณค่า นำผลงานศิลปะชั้นเยี่ยมมาจัดแสดงร่วมกัน

“Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ” เปิดพื้นที่ให้ผลงานศิลปะจากต่างพรมแดน ต่างยุคสมัย และต่างวัฒนธรรม ได้ร่วมสร้างบทสนทนา พร้อมเชื้อเชิญผู้ชมให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสานต่อความหมายผ่านประสบการณ์และจินตนาการอย่างไร้ขอบเขต

นิทรรศการจัดแสดงระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน – 2 สิงหาคม 2569 ณ ท่าพิพิธภัณฑ์

การบรรจบของสองมุมมองการสะสม

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการเกิดขึ้นจากมิตรภาพระหว่างนักสะสมสองคนที่พบกันโดยบังเอิญระหว่างเดินทางไปชมงาน Art Basel ที่ฮ่องกง ก่อนจะค้นพบว่าต่างมีความหลงใหลในศิลปะเหมือนกัน แม้จะมีแนวทางการสะสมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

พิริยะ วัชจิตพันธ์ มุ่งสะสมผลงานที่สะท้อนประวัติศาสตร์ศิลปะไทย จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ อุเทน พัฒนานิผล ให้ความสำคัญกับศิลปะร่วมสมัย ทั้งศิลปินไทยรุ่นใหม่และศิลปินต่างประเทศระดับแนวหน้าของโลก

ความแตกต่างนี้กลายมาเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของนิทรรศการ “Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ”
“ปกติเราสองคนสนทนากันด้วยคำพูดอยู่แล้ว ครั้งนี้เราอยากลองเปลี่ยนมาสนทนากันด้วยงานศิลปะดูบ้าง” พิริยะ วัชจิตพันธ์ กล่าว

Visual Dialogue บทสนทนาผ่านศิลปะ

นิทรรศการ “Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ” เปิดพื้นที่ให้ผลงานจากหลากหลายยุคสมัย วัฒนธรรม และบริบท ถูกนำมาจัดวางเคียงกัน เพื่อให้ผู้ชมค้นพบความเชื่อมโยงใหม่ ๆ ด้วยตนเอง

ในงานนี้ผลงานของศิลปินไทยระดับครู อาทิ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ถวัลย์ ดัชนี, มณเฑียร บุญมา, ประเทือง เอมเจริญ, ขรัวอินโข่ง และศิลป พีระศรี จะถูกนำมาสนทนากับผลงานร่วมสมัยของศิลปินนานาชาติอย่าง André Butzer, Christian Rex van Minnen, Alexander James, Jason Boyd Kinsella และ Matías Sánchez

“เราทลายกรอบเดิม ๆ ที่แบ่งว่าต้องเป็นศิลปินไทยหรือต่างชาติ รุ่นใหญ่หรือรุ่นใหม่ หากผลงานมีมิติที่เชื่อมโยงกันได้ ก็สามารถเกิดเป็นบทสนทนาที่น่าสนใจได้เสมอ” อุเทน พัฒนานิผล เผยถึงแนวคิดการจัดงาน

ขณะที่ พิริยะ วัชจิตพันธ์ สะท้อนมุมมองเพิ่มเติมว่า “ศิลปะไม่มีเวลา ไม่มีสัญชาติ และไม่มีพรมแดน มันคือภาษาสากลที่ทำให้ผลงานต่างยุคสมัยหันมาคุยกันได้อย่างน่าทึ่ง” และ “งานศิลปะไทยบางชิ้นที่คนอาจมองว่าเป็นเรื่องของอดีต เมื่อนำมาวางคู่กับงานร่วมสมัยระดับโลก กลับทำให้เห็นว่าศิลปะเป็นภาษาสากลที่ไร้พรมแดน และศิลปินไทยก็มีคุณภาพไม่แพ้ใครในโลก”

จากคอลเลกชันส่วนตัวสู่การจัดแสดงสาธารณะ

หนึ่งในความพิเศษของนิทรรศการนี้คือผลงานจำนวนมากไม่เคยถูกจัดแสดงมาก่อน บางชิ้นหายไปจากสายตาผู้คนมานานหลายทศวรรษ และบางชิ้นถูกเก็บรักษาอยู่ในคอลเลกชันส่วนตัวมาโดยตลอด

การนำผลงานเหล่านี้ออกสู่สาธารณะสะท้อนมุมมองของนักสะสมรุ่นใหม่ที่ต้องการแบ่งปันงานศิลปะให้สังคม มากกว่าการเก็บรักษาไว้เพื่อชื่นชมเพียงลำพัง จึงทำให้เกิดนิทรรศการนี้ขึ้นมา

พิริยะ วัชจิตพันธ์ มองว่า “งานศิลปะยิ่งมีผู้คนได้ชื่นชมมากเท่าไร ก็ยิ่งส่งต่อคุณค่าและความสุขออกไปมากเท่านั้น”

ศิลปะกับการแบ่งปันคุณค่า

นิทรรศการครั้งนี้ยังเป็นพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักสะสม ศิลปิน และผู้ชมทั่วไป

“ศิลปินไทยสามารถมาศึกษาผลงานระดับโลกจากของจริงได้โดยไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ นี่คือประโยชน์ที่อยากส่งต่อกลับคืนสู่แวดวงศิลปะไทย” อุเทน พัฒนานิผล กล่าว

ขณะที่พิริยะ วัชจิตพันธ์ มองว่า “Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ” อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมการแบ่งปันคอลเลกชันส่วนตัวในวงกว้าง

“นักสะสมที่ดีไม่จำเป็นต้องเดินตามกระแส แต่ควรมีแนวทางที่เป็นตัวเอง และพร้อมแบ่งปันคุณค่าของงานศิลปะให้คนอื่นได้สัมผัส”

ด้วยผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่หาชมได้ยากจากทั้งไทยและต่างประเทศ ประกอบกับแนวคิดการจัดแสดงที่เปิดพื้นที่ให้ศิลปะต่างยุคต่างวัฒนธรรมได้สนทนากันอย่างอิสระ “Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ” จึงไม่ใช่เพียงนิทรรศการศิลปะ แต่คือประสบการณ์การมองศิลปะผ่านมุมมองใหม่

5 ผลงานไฮไลต์ระดับโลก จากคอลเลกชันของ “อุเทน พัฒนานิผล”

ในส่วนของคอลเลกชันจาก อุเทน พัฒนานิผล ผู้ชมจะได้สัมผัสผลงานศิลปะร่วมสมัยจากศิลปินนานาชาติที่ได้รับการยอมรับในเวทีโลก หลายชิ้นสะท้อนความโดดเด่นด้านเทคนิค ความคิดสร้างสรรค์ และแนวทางการนำเสนอที่ผลักขยายขอบเขตของศิลปะในปัจจุบัน โดยมี 5 ผลงานไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด ดังนี้

รชต ศิริยกุล (ศิลปินไทย): ผลงานภาพเหมือนบุคคลของศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่น่าภาคภูมิใจ โดยได้รับคัดเลือกให้ไปร่วมจัดแสดงในนิทรรศการประจำปีของสถาบันเก่าแก่อย่าง Royal Society of Portrait Painters (RP) ณ กรุงลอนดอน ซึ่งคัดเลือกผลงานเพียงจำนวนจำกัดในแต่ละปี

André Butzer (ศิลปินเยอรมัน): ผลงานจิตรกรรมขนาดใหญ่พิเศษที่ผสมผสานระหว่างสไตล์นาอีฟ (Naïve) และกึ่งนามธรรม ผ่านตัวละครอันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปิน ถ่ายทอดพลังการสร้างสรรค์ที่เข้มข้นและจินตนาการอันโดดเด่น
Christian Rex van Minnen (ศิลปินอเมริกัน): งานแนวเซอร์เรียลลิสม์ (Surrealism) ที่แสดงทักษะขั้นสูงด้วยการผสมผสานเทคนิคการเพนต์พื้นผิวที่แตกต่างกันสุดขั้วในชิ้นเดียวกันได้อย่างไร้รอยต่อ ทั้งความโปร่งแสงนุ่มหยุ่นคล้ายเยลลี่ ตัวประหลาด และพื้นผิวหินอ่อนที่ดูสมจริงจนน่าทึ่ง

Matías Sánchez (ศิลปินสเปน): ผลงานสไตล์นาอีฟที่ดูเรียบง่ายราวกับลายเส้นของเด็ก ทว่ากลับซ่อนความซับซ้อนทางการสร้างสรรค์ ซึ่งต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ ความแม่นยำทางเทคนิค และความสามารถในการปลดปล่อยกรอบความคิด เพื่อถ่ายทอดพลังของภาพออกมาได้อย่างทรงพลังและมีเอกลักษณ์

Jason Boyd Kinsella (ศิลปินแคนาดา): ผลงานเชิงรูปธรรม (Figurative) ที่โดดเด่นด้วยคู่สีสดใสและการประกอบสร้างฟิกเกอร์จากจินตนาการเฉพาะตัว ผสานกับเทคนิคการลงแสงเงาที่มีมิติเฉียบคม นำเสนอความแปลกใหม่ในรูปแบบที่หาชมได้ยาก

5 ผลงานไฮไลต์ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ จากคอลเลกชันของ “พิริยะ วัชจิตพันธ์”

คอลเลกชันของ พิริยะ วัชจิตพันธ์ รวบรวมผลงานระดับมาสเตอร์พีซของไทยที่มีคุณค่าทั้งในเชิงศิลป์และประวัติศาสตร์ เปี่ยมด้วยเรื่องราวและความหมาย หลายชิ้นเป็นผลงานรางวัลหรือหมุดหมายของศิลปิน นับเป็นการเปิดเผยคลังงานศิลปะส่วนตัวครั้งสำคัญ อาทิ

จักรพันธุ์ โปษยกฤต — Portrait : ภาพเหมือนสีน้ำมันของ พิริยะ วัชจิตพันธ์ โดดเด่นด้วยฝีแปรงอันประณีตในแบบฉบับเฉพาะของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เป็นผลงานที่มีคุณค่าทางใจ และนำมาจัดแสดงในนิทรรศการนี้เป็นครั้งแรก

Jean-Léon Gérôme — ภาพเหมือนทูตสยาม: ภาพเหมือนสีน้ำมันบนผ้าใบของคณะราชทูตสยามในยุครัชกาลที่ 4 ระหว่างเดินทางเยือนฝรั่งเศส หนึ่งในภาพเขียนจากบุคคลจริงของคนไทยยุคแรก ๆ โดยฝีมือศิลปินผู้มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 19 ซึ่งผลงานชิ้นนี้ไม่เคยปรากฏต่อสาธารณชนมายาวนานกว่าศตวรรษ

พิชัย นิรันต์ — “ผนังและความศรัทธา”: ผลงานรางวัลเหรียญทองจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 14 (พ.ศ. 2506) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในเส้นทางศิลปินของพิชัย นิรันต์ และนำไปสู่การพัฒนาภาษาเชิงพุทธศิลป์อย่างจริงจัง งานชิ้นนี้ห่างหายจากพื้นที่การจัดแสดงมานานกว่า 60 ปี ก่อนจะกลับมาเผยโฉมอีกครั้งในนิทรรศการนี้

ประเทือง เอมเจริญ — “จักรวาล” (Symphony of the Universe): ผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ถือเป็นคู่แฝดของงานชิ้นสำคัญที่สุดของศิลปิน ภาพนี้ถูกเก็บรักษาไว้ในคลังสะสมส่วนตัวมาโดยตลอด และแทบไม่เคยเปิดเผยสู่สายตาผู้คนภายนอก

ถวัลย์ ดัชนี — “มารผจญ”: ภาพจิตรกรรมสีน้ำมันขนาดใหญ่ ผสานพุทธศิลป์เข้ากับวัฒนธรรมป๊อปจากฮอลลีวูด โดยมีเศียรพระพุทธเจ้ารายล้อมด้วยไอคอนโลกภาพยนตร์เช่น คนเหล็ก บรูซ ลี และซูเปอร์แมน ผลงานชิ้นนี้เป็นงานที่อาจารย์ถวัลย์ ดัชนีให้ความสำคัญ และเก็บรักษาไว้ในคอลเลกชันส่วนตัวมาโดยตลอด

ปักหมุดนิทรรศการที่ไม่ควรพลาดแห่งปี

“Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ” รวบรวมผลงานศิลปะจากสองคอลเลกชันส่วนตัวอันโดดเด่นของ อุเทน พัฒนานิผล และ พิริยะ วัชจิตพันธ์ สร้างบทสนทนาข้ามยุคสมัย วัฒนธรรม และพรมแดน ผ่านผลงานของศิลปินไทยและนานาชาติกว่า 100 ชิ้น
* ระยะเวลาจัดแสดง: 6 มิถุนายน – 2 สิงหาคม 2569
* เวลาทำการ: 10.00 – 18.00 น.
* สถานที่: ท่าพิพิธภัณฑ์
* อัตราค่าเข้าชม:
– ผู้ใหญ่: 250 บาท
– นักเรียน / นักศึกษา: 150 บาท (กรุณาแสดงบัตรประจำตัวนักเรียน/นักศึกษา ณ จุดจำหน่ายตั๋ว)
– เด็ก (ความสูงไม่เกิน 90 ซม.): 150 บาท
หมายเหตุ: เด็กต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครองอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาการเข้าชม
กรณีการเข้าชมเป็นหมู่คณะ: กรุณาติดต่อนัดหมายล่วงหน้าได้ที่โทร. 082-896-1929
ขอเชิญร่วมชมและเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาที่ปรากฏผ่านผลงานศิลปะ พร้อมค้นพบความหมายใหม่ ๆ ผ่านมุมมองของคุณเอง

  • สอบถามเพิ่มเติมได้ที่: 082 896 1929
  • Website: museumpier.com
  • FB: https://www.facebook.com/museumpier/?locale=th_TH

Leave a Comment