ในวันที่คำว่า ‘ความยั่งยืน’ กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของโลก หลายองค์กรต่างมองหาวิธีสร้างสมดุล ระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการดูแลสิ่งแวดล้อม แต่สำหรับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงแนวคิดในการดำเนินธุรกิจเท่านั้น หากคือการสืบสานพระราชปณิธาน ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมเข้าไปร่วมดูแลผืนป่าที่สร้างทั้งกลไกคาร์บอนเครดิต ประโยชน์ต่อ สิ่งแวดล้อม โอกาสทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์และคุณภาพชีวิตที่ดีกับชุมชน เพื่อให้ธรรมชาติ ชุมชน และเศรษฐกิจเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
‘ป่า’ ในมุมมองของ GC จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สีเขียว แต่คือแหล่งกำเนิดของชีวิต รายได้ และความหวังของผู้คน ที่อาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติ เพราะเมื่อป่าสร้างคุณค่าให้ชุมชน ชุมชนก็จะมีพลังดูแลป่าให้คงอยู่อย่างยั่งยืน
คุณณะรงค์ศักดิ์ จิวากานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า
“GC มุ่งสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ด้านการอนุรักษ์ป่าไม้และระบบนิเวศ ผ่านการฟื้นฟูและดูแลผืนป่าอย่าง ต่อเนื่อง ควบคู่กับการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรร่วมกับชุมชน เพื่อร่วมกันหวงแหน รักษา และต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนอันจะนำไปสู่การดูแลผืนป่าให้คงอยู่อย่างสมบูรณ์สืบไป”
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนวิธีการดำเนินงานของ GC ที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตควบคู่ ไปกับการดูแล สิ่งแวดล้อมและสร้างคุณค่าให้สังคม ไม่ใช่เพียงลดผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจ แต่ยังมองหาวิธีสร้างโอกาส ใหม่ให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ผ่านความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ดังเช่นโครงการ ‘ธงพิทักษ์ป่าเพื่อ รักษาชีวิต’ ซึ่งเกิดขึ้นตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชดำริให้ ‘คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้’ เปลี่ยนจากการใช้ประโยชน์ ที่ทำลายธรรมชาติ สู่การร่วมกันดูแลรักษาและใช้ทรัพยากรอย่างสมดุล
หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ ‘โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ ร่วมกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ สนับสนุนการจัดการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าชุมชน ตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้และสนับสนุนชุมชน ในการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตในโครงการ T-VER หรือโครงการลดก๊าซ เรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐาน ของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) และมีภาคเอกชนอย่าง GC สนับสนุน งบประมาณ
หัวใจสำคัญของโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน นี้ คือการเปลี่ยน ‘คุณค่าที่มอง ไม่เห็น’ ของผืนป่า ทั้งการดูดซับและกักเก็บคาร์บอน ให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่สามารถวัดและสร้างมูลค่าทาง เศรษฐกิจได้ การรักษาป่าจึงไม่ใช่เพียงภารกิจด้าน สิ่งแวดล้อม แต่เป็นโอกาสในการสร้างรายได้จากการดูแล ทรัพยากรของชุมชนอย่างเป็นระบบ
ความร่วมมือครั้งนี้ทำให้ผืนป่าดงใหญ่ซึ่งมีพื้นที่มากกว่า 16,000 ไร่ ไม่เพียงแค่อนุรักษ์ผืนป่า แต่กลายเป็น แหล่งสร้างรายได้ผ่านโครงการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ชุมชนได้รับผลตอบแทนจาก การดูแลรักษาป่า ซึ่งคาร์บอนเครดิต สามารถนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้

ผืนป่าดงใหญ่ — ทุนทางธรรมชาติที่ชุมชนร่วมกันดูแลรักษา
เมื่อการอนุรักษ์ป่าของชุมชนเริ่มหยั่งราก และสร้างคุณค่าให้คนในพื้นที่ GC จึงต่อยอดทุนทางธรรมชาติและ วัฒนธรรมสู่โครงการ Village to the World Season 5 เปลี่ยนพื้นที่อนุรักษ์ให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ ชวนผู้มาเยือนทำความรู้จักชุมชนผ่าน เรื่องราวของผู้คน ผืนป่า และวิถีชีวิตที่ดำรงอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

เส้นทางการเดินทางการเรียนรู้นี้ จะเจอเริ่มต้นที่ป่าดงใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ที่ทั้ง 13 ชุมชนร่วมกันดูแลรักษามา อย่างยาวนาน นักท่องเที่ยวจะได้ เรียนรู้ว่าป่าแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งต้นน้ำหรือพื้นที่สีเขียว แต่คือ ‘ตู้กับข้าว’ ของชุมชน มอบเห็ด แมงแคง หน่อไม้ และผลผลิตตามฤดูกาล อีกทั้งยังเป็นห้องเรียนธรรมชาติที่ถ่ายทอด องค์ความรู้ เรื่องการจัดการคาร์บอนเครดิต รวมถึงยังได้นั่งรถซาเล้งลัดเลาะไปตามเส้นทางลาดตระเวนและ แนวกันไฟ พร้อมชมต้นกระบาก อายุกว่าร้อยปี และค้นพบความงดงามเล็ก ๆ ของธรรมชาติผ่านกิจกรรม ‘หน้าต่างใบไม้’ ชวนเรียนรู้และเชื่อมโยง กับธรรมชาติ ผ่านการสังเกตพื้นที่เล็ก ๆ ซึ่งสะท้อนความหลากหลาย ของรูปทรง สีสันของใบไม้ และระบบนิเวศ รอบตัว
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหัตถางามป่าดงใหญ่ ณ หมู่ 9 บ้านนาคู ที่เปลี่ยนใบไม้ธรรมดา ให้กลายเป็น ลวดลายบนผืนผ้าด้วยเทคนิค ECO Print เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้ ลงมือสร้างกระเป๋าผ้าลายใบไม้เพียงใบเดียว ในโลก

เรียนรู้วิถีป่าและต่อยอดทุนทางธรรมชาติผ่านกิจกรรมของชุมชน
อีกหนึ่งสถานที่สำคัญคือศูนย์ศิลปาชีพบ้านสร้างถ่อนอก ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เคยเสด็จฯ มาพระราชทาน ‘ธงพิทักษ์ป่า เพื่อรักษาชีวิต’ และทรงปลูกต้นตะเคียนหินเป็นสัญลักษณ์แห่งการอนุรักษ์ป่า ปัจจุบัน ศูนย์ฯ ยังคงสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งการทอผ้าไหม สานตะกร้า และทอเสื่อกก
จากนั้น เดินทางต่อไปยังวัดสร้างถ่อนอก เพื่อฟังเรื่องราวของ ‘ส่างท่อ’ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน ก่อนล่องเรือชมวิถีริมลำเซบาย และปิดท้ายด้วยพิธีบายศรีสู่ขวัญอันอบอุ่นจากคนในชุมชน

เส้นทางท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ที่เชื่อมธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชุมชน
ตำบลสร้างถ่อน้อยจึงเป็น Hidden Gem ที่รอการค้นพบ เสน่ห์ของที่นี่ไม่ได้อยู่เพียงความเรียบง่าย หากอยู่ที่หัวใจ ของผู้คนซึ่งร่วมแรงร่วมใจกันดูแลผืนป่า เพราะเข้าใจอย่างแท้จริงว่า ‘ธรรมชาติคือรากฐานของชีวิต’ เมื่อธรรมชาติ อุดมสมบูรณ์ ชุมชนก็สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและบางครั้ง การเดินทางที่น่าจดจำที่สุด อาจไม่ใช่การไปถึง สถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุด หากคือการได้ค้นพบสถานที่ซึ่ง ทำให้ผู้คนเรียนรู้ เข้าใจ และตระหนักถึงคุณค่าของ ธรรมชาติ พร้อมเห็นความเป็นไปได้ของการ อยู่ร่วมกันอย่าง สมดุล
สิ่งที่ GC ร่วมกับชุมชนขับเคลื่อนจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การอนุรักษ์ผืนป่า การสร้างคาร์บอนเครดิต หรือการพัฒนา เส้นทางท่องเที่ยว หากคือการเชื่อมทุนทางธรรมชาติ กลไกทางเศรษฐกิจ และพลังของชุมชนให้กลายเป็นระบบ เดียวกัน นี่คือความหมายของความยั่งยืนในแบบ GC เมื่อป่าสร้างคุณค่าให้ชุมชน ชุมชนก็จะมีพลังดูแลป่าให้ คงอยู่อย่างยั่งยืน
