Home News & Eventsสจล. มุ่งสู่ต้นทางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หนุนแนวคิด Innovation Incubator    เปลี่ยนคน–ความรู้–งานวิจัย สู่เทคโนโลยีที่ประเทศใช้ได้จริงผ่าน “KMITL EXPO 2026” โชว์ 400 นวัตกรรมไฮไลต์ ต่อยอดวิจัยจากห้องแล็บสู่ตลาดจริง

สจล. มุ่งสู่ต้นทางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หนุนแนวคิด Innovation Incubator    เปลี่ยนคน–ความรู้–งานวิจัย สู่เทคโนโลยีที่ประเทศใช้ได้จริงผ่าน “KMITL EXPO 2026” โชว์ 400 นวัตกรรมไฮไลต์ ต่อยอดวิจัยจากห้องแล็บสู่ตลาดจริง

กรุงเทพฯ 1 กันยายน 2569 –สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เดินหน้ายกระดับบทบาทมหาวิทยาลัยสู่ “Innovation Incubator” มุ่งเชื่อมคน องค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยี เข้ากับโจทย์จริงของประเทศ พร้อมผลักดันนวัตกรรมจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริงและต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างอุตสาหกรรมและโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ โดยนำ KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 เป็นพื้นที่โชว์ศักยภาพผ่านกว่า 400 นวัตกรรม ใน 10 พาวิลเลียนแห่งอนาคต ครอบคลุมตั้งแต่ Nuclear, AI, Quantum, Space, Health ไปจนถึง AgriTech พร้อมเปิดให้ประชาชนสัมผัสเทคโนโลยีแห่งอนาคต อาทิ SMR–AMR เครื่องมือแพทย์ฝีมือไทย นวัตกรรมเกษตร และไฮไลท์ “รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์” โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยโตไก สะท้อนศักยภาพงานวิจัยไทยที่พร้อมก้าวจาก Lab สู่ชีวิตจริงและตลาดจริง พร้อมด้วยกิจกรรมทอล์ค เวิร์คชอป  และ Open House ตลอดวันที่ 1-6 กันยายนนี้ ที่ สจล.

รศ. ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยยุคใหม่ไม่ได้มีบทบาทเพียงการสร้างองค์ความรู้และพัฒนากำลังคน แต่ต้องทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” ระหว่างห้องปฏิบัติการกับโลกจริง เพื่อให้งานวิจัยสามารถพัฒนาไปสู่เทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ บริการ และโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ สจล. จึงได้นำแนวคิด “From Lab to Life : จากนวัตกรรมการเรียนรู้สู่ชีวิตที่ยั่งยืน” มาเป็นแกนหลักของ “KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 66 ปีแห่งการสถาปนา สจล. และเป็นการกลับมาจัดงานลาดกระบังนิทรรศน์ครั้งใหญ่อีกครั้งในรอบ 30 ปี เพื่อทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจได้เห็นว่า งานวิจัยที่เกิดขึ้นภายในมหาวิทยาลัยสามารถเข้าไปตอบโจทย์ชีวิตและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างไร ตั้งแต่สุขภาพ อาหารและการเกษตร ที่อยู่อาศัย ไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูงที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก โดยสจล. ยังวางเป้าหมายยกระดับสถาบันฯ จากการเป็นแหล่งรวมบุคลากรและผลงานวิจัย สู่การเป็น Innovation Incubator ที่ทำหน้าที่บ่มเพาะทั้ง “คนและความคิด” สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการทดลอง พัฒนา และต่อยอดนวัตกรรม พร้อมเชื่อมศักยภาพเหล่านั้นไปสู่การใช้ประโยชน์จริง เพื่อทำให้มหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในต้นทางของเทคโนโลยี ธุรกิจ และอุตสาหกรรมใหม่ที่จะช่วยสร้างฐานเศรษฐกิจแห่งอนาคตให้กับประเทศ

รศ.ดร.คมสัน กล่าวเสริมว่า “KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 มุ่งนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมกว่า 400 ผลงานจากคณาจารย์ นักวิจัย บุคลากร และนักศึกษา ผ่าน 10 พาวิลเลียนแห่งอนาคต ครอบคลุมเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ พาวิลเลียนสุขภาพและคุณภาพชีวิต (Health & Wellness Pavilion)     พาวิลเลียนอาหารแห่งอนาคต (NextGen Food Pavilion)  พาวิลเลียนเทคโนโลยีการเกษตร (AgriTech Pavilion)   พาวิลเลียนกราฟีน (Graphene Pavilion) พาวิลเลียนปัญญาประดิษฐ์และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (AI-IoT Pavilion) พาวิลเลียนนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยอัจฉริยะ (SMART living Pavilion) พาวิลเลียนเทคโนโลยีอวกาศ (Space Pavilion) พาวิลเลียนเทคโนโลยีควอนตัมและนาโน (Quantum & Nanotech Pavilion) พาวิลเลียนนิวเคลียร์ Nuclear Pavilion และพาวิลเลียนองค์ความรู้และการเรียนรู้แห่งอนาคต (Knowledge Pavilion)โดยทั้ง 400 นวัตกรรมในปีนี้ถือเป็นไฮไลท์สำคัญ ซึ่งสจล.พร้อมนำผลงานเหล่านี้เชื่อมต่อกับภาครัฐ เอกชน และภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเพื่อร้างผลกระทบในวงกว้างและสามารถต่อยอดได้จริง อาทิ

กลุ่มนวัตกรรมพลังงานแห่งอนาคต ไฮไลต์เช่น โมเดลเตาปฏิกรณ์ SMR และ AMR ชนิด High-Temperature Gas-Cooled Reactor เปิดมุมมองต่อเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์รูปแบบใหม่ ซึ่งกำลังได้รับความสนใจในฐานะหนึ่งในทางเลือกของระบบพลังงานคาร์บอนต่ำในอนาคต จากศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก ที่ สจล. มุ่งพัฒนาเป็นฐานการเรียนรู้ การวิจัย และการสร้างบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต ระบบบูรณาการพลังงานแสงอาทิตย์ ไฮโดรเจน แบตเตอรี่ และไบโอดีเซล ที่นำพลังงานจากเซลล์แสงอาทิตย์มาเป็นแหล่งพลังงานหลัก ใช้แบตเตอรี่รองรับความผันผวนระยะสั้น และเปลี่ยนไฟฟ้าส่วนเกินเป็นไฮโดรเจนเพื่อกักเก็บพลังงานระยะยาว ก่อนนำกลับมาผลิตไฟฟ้าผ่านเซลล์เชื้อเพลิงเมื่อพลังงานหมุนเวียนไม่เพียงพอ โดยมีระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะบริหารการผลิต การใช้ และการกักเก็บพลังงานแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และนวัตกรรมรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ ผลงานความร่วมมือระหว่าง สจล. และมหาวิทยาลัยโตไก ประเทศญี่ปุ่น ที่สามารถคว้าชัยชนะจากการแข่งขัน World Solar Challenge ได้ 2 สมัยติดต่อกัน โดยครั้งนี้จะนำเอารถโมเดล Tokai Challenger 2019 มาร่วมแสดง โดยรถรุ่นนี้ ติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ขนาดพื้นที่ 4 ตารางเมตร สามารถผลิตกำลังไฟฟ้าได้ประมาณ 950 วัตต์ ภายใต้สภาวะแสงแดดที่เหมาะสม และสามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวที่ความเร็วประมาณ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเมื่อใช้พลังงานร่วมกับแบตเตอรี่ที่ติดตั้งภายในรถ จะสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ประมาณ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

กลุ่มนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ พบกับ ต้นแบบ CT Scan องค์ความรู้ที่ สจล. เริ่มศึกษามาตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2523–2533 ก่อนต่อยอดร่วมกับนักวิจัยไทยจนสามารถพัฒนาเครื่องต้นแบบได้สำเร็จ และแตกแขนงเป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานจริงในปัจจุบัน ทั้ง DentiiScan สำหรับงานทันตกรรมและการปักรากฟันเทียม ซึ่งติดตั้งแล้วกว่า 90 แห่งทั่วประเทศ ให้บริการผู้ป่วยมากกว่า 60,000 ครั้ง และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจกว่า 4,000 ล้านบาท ตลอดจน MobiiScan สำหรับตรวจใบหน้าและกะโหลกศีรษะ สำหรับการตรวจความผิดปกติบนใบหน้า และ MiniiScan สำหรับตรวจชิ้นเนื้อเต้านม สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ขั้นสูงด้วยตนเอง เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้าและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการสุขภาพ และ KidneyScan+ นวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงการคัดกรองโรคไตเรื้อรัง และโรคนิ่วโดยวิเคราะห์ Biomarkers สำคัญจากปัสสาวะ ให้ผลเชิงปริมาณใกล้เคียงห้องปฏิบัติการ และออกแบบให้รองรับการตรวจ ณ จุดดูแลผู้ป่วย (Point-of-Care Testing: POCT) เพื่อขยายการเข้าถึงการคัดกรองเชิงป้องกันและลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ

ปิดท้ายด้วย กลุ่มนวัตกรรมการเกษตรแห่งอนาคต นำเสนอเครื่องล้างไข่ผำด้วยเทคโนโลยีพลาสมา ที่นำระบบบำบัดน้ำด้วยพลาสมามาเชื่อมต่อกับเครื่องล้างไข่ผำอัตโนมัติ สามารถล้างไข่ผำได้สูงสุด 50 กิโลกรัม พร้อมสลัดน้ำให้แห้งภายใน 5 นาที ช่วยลดแรงงานและเวลาในการทำความสะอาด ขณะเดียวกันยังช่วยลดโลหะหนักและกำจัดจุลินทรีย์ก่อโรคโดยไม่ใช้สารเคมี พร้อมรักษารูปทรงและรสชาติของวัตถุดิบ ซึ่งมีศักยภาพต่อยอดไปยังการทำความสะอาดพืช ผัก และผลไม้ชนิดอื่นได้ รวมถึง นวัตกรรมปุ๋ยอินทรีย์และชีวภัณฑ์เพื่อเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ ที่พัฒนาปุ๋ยเทียบสูตรเสมอ N-P-K จากวัสดุธรรมชาติ ใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายและค่อย ๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช มีอินทรียวัตถุ 20% ช่วยปรับโครงสร้างดินและส่งเสริมกิจกรรมของจุลินทรีย์ในดิน เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับการยกระดับการผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้แล้ว KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 ยังถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เชื่อมต่อมหาวิทยาลัยกับประชาชน เยาวชน ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรม ผ่านกิจกรรมตลอด 6 วัน ระหว่างวันที่ 1–6 กันยายน 2569 ทั้งกิจกรรมทอล์คบนเวทีกลางที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย บุคลากรจากแวดวงต่าง ๆ และบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองต่ออนาคต กิจกรรม เวิร์กชอปกว่า 140 กิจกรรม ที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้เรียนรู้และทดลองด้วยตัวเอง รวมถึง Open House จาก 14 คณะ 3 วิทยาลัย 1 วิทยาเขต ครอบคลุมกว่า 100 สาขาวิชาและหลักสูตร เพื่อให้เยาวชนและผู้ปกครองได้สัมผัสการเรียนรู้และค้นหาเส้นทางการศึกษาที่สอดคล้องกับโลกอาชีพแห่งอนาคต โดยการจัดงานในครั้งก่อนมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 50,000 คน และในปีนี้ สจล. คาดว่าจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากทั้งนักเรียน นักศึกษา ประชาชน ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม 

“ในปีนี้เราวางเป้าหมายให้ KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 เป็นมากกว่างานนิทรรศการประจำปี แต่เป็น “พื้นที่เชื่อมต่อโอกาส” ที่ทำให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นอนาคตของการเรียนรู้ ประชาชนได้สัมผัสเทคโนโลยีที่กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนชีวิต และภาคธุรกิจได้ค้นพบองค์ความรู้ บุคลากร และนวัตกรรมที่มีศักยภาพต่อยอดสู่การใช้งานจริง ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการทำให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็น Innovation Incubator ที่สร้างทั้งคน สร้างนวัตกรรม และสร้างขีดความสามารถใหม่ให้กับประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม” รศ.ดร.คมสัน กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับงาน KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 ในปีนี้ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรสำคัญ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย กลุ่มธุรกิจ TCP และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://expo.kmitl.ac.th

Leave a Comment